ภาษาไทย

ทำการตลาดให้ปัง ด้วยหลักจิตวิทยาสี (เคล็ดลับดีๆ ใครมีธุรกิจควรอ่าน!)

ทุกคนอาจจะเคยเห็นโฆษณา หรือสินค้าบางตัวที่ใช้โทนสีที่ดูโดดเด่น ทำให้จำแบรนด์นั้นๆ ได้ในแรกเห็นแม้ไม่เคยรู้จักแบรนด์นี้มาก่อน หรือเวลาไปซื้อน้ำยาปรับผ้านุ่มที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วบังเอิญจำชื่อกลิ่นที่ชอบใช้เป็นประจำไม่ได้ แต่เมื่อเห็นสีบนบรรจุภัณฑ์ คุณก็รู้แล้วว่าต้องหยิบกลิ่นไหน การใช้สีเพื่อดึงดูดสายตาและดึงดูดความสนใจถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญทางการตลาดเลยก็ว่าได้ เพราะเป้าหมายของทุกๆ ธุรกิจในการทำการตลาด คือการทำให้ลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์หรือการบริการนั้นๆ ให้ได้ จึงมีการนำความรู้ด้านจิตวิทยาของสีมาใช้เป็นเครื่องมือทางจิตวิทยาเพื่อสร้างอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค

หลายธุรกิจตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันจึงให้ความสำคัญกับการเลือกใช้สีที่สามารถสื่อถึงตัวตนและเรื่องราวของแบรนด์ เพราะมุมมองที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า คาร์ล กุสทัฟ ยุง นักจิตบำบัดและจิตแพทย์ชาวสวิสได้กล่าวว่า “สีคือตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อจิตใต้สำนึก” การทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักจิตวิทยาของสีถือเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ทำให้การตลาดประสบความสำเร็จ หากคุณเป็นนักการตลาดหรือเป็นผู้ที่กำลังโปรโมทธุรกิจ ควรมีความรู้ความเข้าใจว่าสีแต่ละสีส่งผลต่อความรู้สึกลูกค้าอย่างไร และแต่ละสีจะช่วยสะท้อนตัวตนความเป็นแบรนด์คุณได้อย่างไร หาคำตอบได้ในบทความนี้เลย!

ขอบคุณรูปประกอบจาก Blake Wisz บน Unsplash

สีมีผลต่อพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าอย่างไรนะ?

ในปี 2006 ดร. Satyendra Singh ได้ตีพิมพ์วิจัยในหัวข้อ ‘อิทธิพลของสีทางการตลาด’ และได้ศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีต่อสี พบว่า คนเราตัดสินใจซื้อได้ภายใน 90 วินาทีที่เห็นสินค้า และสีก็มีผลต่อการตัดสินใจกว่า 90% เลยทีเดียว ผลวิจัยยังบอกอีกว่า 80% ของผู้บริโภคมีความเห็นว่าสีช่วยให้จดจำภาพรวมของแบรนด์ได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการวิจัยเกี่ยวกับการที่สีต่างๆ ส่งผลต่อมุมมองของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ในระดับจิตใต้สำนึก การใช้สีเป็นเรื่องของการโน้มน้าวจิตใจ และสีก็มีผลต่อคนเราในรูปแบบที่แตกต่างกัน บางคนชอบดอกกุหลาบสีแดงสดในการแสดงความรัก ขณะที่บางคนอาจชอบกุหลาบสีชมพู เพราะรู้สึกว่าดูอ่อนหวานกว่า ตัวอย่างเหล่านี้คือปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่คนเรามีต่อสี ซึ่งสีสามารถปรับอารมณ์ ความรู้สึก ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นหรือแย่ลงก็ได้เช่นกัน มาดูกันดีกว่าว่าจิตวิทยาของสีแต่ละสีมีความหมายอย่างไรบ้าง

ขอบคุณรูปประกอบจาก Christina Rumpf บน Unsplash

สีแดง

สีแดง เป็นสีที่กระตุ้นอารมณ์ได้ขั้นสุด โทนสีที่ดูร้อนแรงนี้สามารถสื่อถึงความกล้าหาญ ความกระตือรือร้น น่าตื่นเต้นเร้าใจ ความหลงใหล พลัง ความไม่กลัวใคร และสื่อถึงความเร่งรีบอีกด้วย ซึ่งแบรนด์ข่าวที่ต้องอัพเดตและติดตามเรื่องราวรอบโลกตลอดเวลาอย่าง CNN ก็เลือกใช้สีแดงนอกจากนี้ป้ายเซลล์ลดราคาทั้งหลายมักจะใช้สีแดงเช่นกัน และยังมีงานวิจัยพบว่าสีแดงช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้การเผาผลาญของเราเร็วขึ้น ซึ่งทำให้รู้สึกหิว โดยแบรนด์อาหารที่ใช้สีแดงที่เราคุ้นเคยกันดีคือ KFC, Dairy Queens และ Coca-Cola

สีส้ม

สีส้ม สื่อถึงความคิดสร้างสรรค์ ความร่าเริง มีชีวิตชีวา มีพลัง การผจญภัย ความกระตือรือร้น ความเป็นมิตร ความมั่นใจ ความอบอุ่น และนวัตกรรม สีส้มเป็นสีที่ดึงดูดความสนใจได้ดี นิยมใช้เพื่อการ call-to-action กระตุ้นการตัดสินใจของผู้บริโภค ซึ่งแบรนด์ที่ใช้สีส้มได้แก่ Harley Davidson และ JBL

สีเหลือง

สีเหลือง เป็นสีที่มองเห็นได้ง่ายที่สุด เมื่อพูดถึงสีนี้อาจทำให้ใครหลายคนคิดถึงวันในหน้าร้อนที่มีดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆครึ้ม เป็นสีที่สื่อถึงความอบอุ่น ความสุข การมองโลกในแง่ดี และความคิดสร้างสรรค์ อะไรที่เกี่ยวกับความสุขขอให้นึกถึงสีเหลืองไว้เลย โดยธุรกิจอาหารหลายแห่งมักจะใช้สีเหลืองเป็นตัวดึงดูดลูกค้า ทำให้ลูกค้ารู้สึกมีความสุขจนอยากลองชิมอาหาร เช่นแบรนด์ McDonald’s, Subway, หรือ Chupa Chups

สีเขียว

สีเขียว เป็นสีที่มองแล้วสบายตา สิ่งที่หลายๆ คิดเมื่อพูดถึงสีเขียวอาจเป็นต้นไม้ ซึ่งสีเขียวเป็นตัวแทนของธรรมชาติ ความอุดมสมบูรณ์ ความสงบ สุขภาพ เป็นสีที่ให้ความรู้สึกในเชิงบวกมากกว่าสีอื่นๆ แบรนด์ที่มีความเกี่ยวข้องกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมักจะใช้สีนี้ นอกจากนี้ สีเขียวยังเป็นตัวแทนเรื่องความมั่งคั่ง หรือเงิน อีกด้วย แบรนด์ที่ใช้สีเขียวได้แก่ Starbucks, Spotify, John Deere และ Perrier

สีน้ำเงิน

สีน้ำเงิน ทรงอิทธิพลอย่างมากในการทำการตลาด เป็นสียอดนิยมที่ให้ความรู้สึกสงบและดูน่าเชื่อถือ เป็นตัวแทนของความไว้วางใจ ความปลอดภัย ความมั่นคง ความจงรักภักดี ความสงบ แบรนด์ที่ต้องการทำภาพลักษณ์ให้ดูน่าเชื่อถือ อย่างเช่นแบรนด์เกี่ยวกับเทคโนโลยี ได้แก่ Intel, Samsung และธุรกิจเกี่ยวกับการเงินเช่น PayPal และ Visa ก็เลือกใช้สีน้ำเงินเช่นกัน

สีชมพู

สีชมพู เหมาะกับแบรนด์ที่เน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้หญิงโดยเฉพาะ สีนี้สื่อถึงความเป็นผู้หญิง ความอ่อนโยน ความขี้เล่น ความเยาว์วัย และความรัก โดยสินค้าเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์หรืองานแต่งงานก็มักจะใช้สีชมพู แบรนด์ที่ใช้สีชมพูได้แก่ Barbie, Victoria’s Secret และ Dunkin Donuts

สีม่วง

สีม่วง เป็นสีแห่งความสง่างาม ความหรูหรา ปัญญา ความลึกลับ จินตนาการ เป็นสีที่มีความน่าค้นหาแต่ก็ทำให้รู้สึกปลอบประโลมใจ แบรนด์ที่ใช้สีนี้มักเกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ และยังสามารถใช้เพื่อทำให้รู้สึกหรูหรา มีพลัง เช่นแบรนด์ Yahoo, FedEx และ Cadbury

สีขาว

สีขาว สื่อถึงความบริสุทธิ์ ความสะอาด ความดีงาม ความอ่อนน้อมถ่อมตน การเริ่มต้นใหม่ ความสงบ ความสมบูรณ์แบบ ความสง่างาม เป็นสีที่เหมาะสำหรับการสื่อถึงความเรียบง่ายและความร่วมสมัยได้อีกด้วย แบรนด์ที่เรารู้จักกันดีได้แก่ Apple, Tesla, และ Adidas

สีดำ

สีดำ ได้รับความนิยมในหลากหลายอุตสาหกรรม เพราะเป็นสีแห่งความลึกลับ มีอำนาจ ความสง่างาม และความมั่นใจ ร้านขายปลีกส่วนใหญ่เลือกใช้สีนี้เพราะต้องการมีภาพลักษณ์ที่ตรงกับความหมายของสีที่กล่าวไว้ข้างต้น แบรนด์ที่สื่อถึงความสง่างามและน่าค้นหา เช่น Prada และ SEPHORA เป็นต้น

เพราะสีส่งผลต่อมุมมองที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ ดังนั้นการเลือกใช้สีจึงสำคัญต่อการโปรโมทธุรกิจและการสร้างแบรนด์ คุณควรเลือกใช้สีที่สอดคล้องกับเรื่องราวและตัวตนของแบรนด์ให้มากที่สุด หากลูกค้ามองว่าสีที่ใช้ไม่มีความสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์เลย อาจทำให้เกิดความสับสนกับภาพพจน์ของแบรนด์ ในทางกลับกัน หากคุณรู้จักเลือกใช้สีได้สอดคล้อง จะช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้กับแบรนด์ได้ ทำให้เกิดภาพจำที่ดี เป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารความเป็นตัวตนของคุณ และนำไปสู่ความสำเร็จทางการตลาดอย่างได้ผล